10 ก.ย. 2554
Save the great Lake 2/2
สรุปคลิปที่สอง
- การเพิ่มของจำนวนประชากร การใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการจับปลา เป็นผลให้ชาวประมงรายย่อยหาปลาได้้น้อยลง ส่งผลให้ความเป็นอยู่ลำบากขึ้น
- แม้จะมีปัญหามากมาย รัฐบาลก็ได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างในการอนุรักษ์ทะเลสาบแห่งนี้ เช่น การสร้างความเ้ัข้าใจในหมู่ประชาชน การแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆ
- หมู่บ้านกำปงพลุก เป็นหมู่บ้านที่เป็นตัวอย่างในการอนุรักษ์ โดยความร่วมมือของชุมชน พวกเขาได้ร่วมกันตั้งกฎเกณฑ์ในการใ้ช้ประโยชน์จากป่าริมน้ำของหมู่บ้าน และกำหนดพื้นที่ในการทำการประมง
สรุปคลิปที่สาม
การได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ เพียงพอสำหรับเลี้ยงประชาชน แนะรัฐบาลได้พยามนำแนวทางของหมู่บ้านนี้ไปขยายผลในชุมชนอื่นๆ ต่อไป
เพิ่มเติม
- บทความนี้มีสองตอน คือ ตอนที่ 1/2 และตอนที่ 2/2
5 ก.ย. 2554
Save the greate Lake 1/2
สารคดีเรื่องนี้เหมาะกับการฝึกฟังภาษาเขมรยาวๆ เนื่องจากผู้อัพโหลดแบ่งวิดิโอเป็นสามคลิป ผมจึงขอนำเสนอเป็นสองตอน ตอนแรกจะเป็นการสรุปคลิปที่หนึ่ง ส่วนตอนที่สองจะเป็นการสรุปคลิปที่สอง
ในตอนที่หนึ่งนั้น ช่วงแรกๆ จะีมีการกล่าวถึงความสำคัญของทะเลสาบเขมร แหล่งน้ำจึดขนาดใหญ่ใจกลางประเทศที่เป็นแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นมีส่วนเกื้อหนุนให้บรรพบุรุษเขมรสามารถตั้งอาณาจักรนครวัดขึ้นมาได้
ต่อมาจะกล่าวถึงความสำัคัญในปัจจุบัน ที่มีประชาชนอาศัยทะเลสาบแห่งนี้ทำมาหากินเลี้ยงชีพกว่า 1.2 ล้านคน และจับปลาได้ 200-300 ตันต่อปี และได้รับการขี้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1992
ระบบการไหลเวียนของน้ำในทะเลสาบที่มีน้ำไหลเข้าจากแม่น้ำโขงในฤดูน้ำหลาก และไหลกลับออกไปคืนในหน้าแล้ว การไหลเวียนเช่นนี้ทำให้ความสูงของระดับน้ำต่างกัน 8-9 เมตร ทำให้บริเวณพื้นน้ำเปลี่ยนไปเหมือนกับทะเลสาบมีขยายหดต่างกันหลายเท่า ประชาชนที่อยู่อาศัยก็ต้องปรับตัวตาม โดยอยู่ตามบ้านที่ลอยน้ำได้ แต่ระบบไหลเวียนเช่นนี้ก็ทำให้ดินริมทะเลสาบมีความอุดมสมบูรณ์มาก
ปัจจุึบันสภาพแวดล้อมถูกทำลายไปมากเนื่องจากการเพิ่มจำนวประชากร การบุกรุึกป่าริมน้ำเพื่อใช้พื้นที่ำทำเกษตร และการเติบโตของตัวเมืองเสียมเรียบที่อยู่ใกล้
นอกจากสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมแล้ว ปัญหาความhttp://www.blogger.com/img/blank.gifยากจนของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมทะเลสาบก็เป็นปัญหาที่สำคัญ พวกเขามีรายได้้ำน้ำและขาดสุขอนามัยที่ดี
เพิ่มเติม
- ชมสารคดีนี้ในภาคภาษาอังกฤษได้ที่นี่ครับ
- บทความนี้มีสองตอน คือ ตอนที่ 1/2 และตอนที่ 2/2
30 ส.ค. 2554
กรุงพนมเปญ 575 ปี
วิดิโอตอนแรก จะแสดงประวัติความเป็นมาของกรุงแห่งนี้ ที่เลที่ตั้ง เริ่มตั้งแต่ความคิดของยายเปญที่สร้างเนินดินสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป จนกระทั่งกษัตริย์เขมรเลือกชัยภูมิแห่งนี้เพื่อเป็นเมืองหลวง แต่ก็ยังนำชื่อของยายเปญมาใช้เป็นชื่อเมือง ผ่านไป 575 ปี กรุงนี้พบทั้งความรุ่งเรืองและความตกต่ำ ที่โดยเฉพาะช่วงเขมรแดง กรุงนี้กลายเป็นเมืองร้างเลยก็ว่าได้
ช่วงที่สองเป็นการพัฒนาหลังสมัยของพลพต สมเด็จฮุนเซ็นมาเล่าถึงการพื้นฟูนครแห่งนี้ เล่าว่าแม้แต่ตนเองไม่คิดว่ากรุงนี้จะมีการพัฒนาไปได้ไกลขนาดนี้ เพราะสภาพหลังสงครามแร้นแค้นและคิดเพียงแค่เอาชีวิตรอดไปเท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำให้เมืองนี้กลับมาเป็นเหมือนเดิมเท่านั้น แต่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นด้วย
คนทึ่อยู่ในกรุงพนมเปญทุกระดับชนชั้นต่างก็คาดหวังว่าพนมเปญจะพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรือง ก้าวหน้าต่อไป โดยมีการให้แนวทางในการพัฒนา 4 ประการคือ สันติภาพ ,สวัสดิภาพ ,ความสวยงาม และการพัฒนา
27 ส.ค. 2554
Sanitization : Everybody's Business
สารคดีนี้ำนำเสนอความสำเร็จของโครงการ Sanitization Market ซึ่งให้การสนับสนุนโดย USAID และธนาีคารโลก(World Bank)
แนวคิดของโครงการนี้คือ การสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชน ที่เดิมนั้นจะใช้การแจกสุขภัณฑ์ให้กับประชาชน ซึ่งไม่ค่อยได้ผลยั่งยืนนัก เพราะประชาชนยังขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ โครงการนี้เลยพยามจะทำให้ประชาชนได้"ซื้อ" อุปกรณ์เหล่านี้ด้วยตนเอง
เริ่มจากการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วม โดยเข้าไปร่วมกับผู้ประกอบการผลิตสุขภัณฑ์ในท้องถิ่น อบรมพัฒนาเกี่ยวกับการผลิตสุขภัณฑ์ที่มีราคาถูก สามารถจัดส่งได้ทันที และให้คำแนะนำเรื่องการตลาด ในขณะเดียวกันทางด้านประชาชนนั้น หน่วยงานต่างๆ ก็ได้พยามรณรงค์เกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้สุขภัณฑ์เหล่านี้
โครงการนี้เริ่มนำร่องในจังหวัดสวายเรียงและจังหวัดกันดาล ซึ่งได้ผลดี และจะเป็นตัวอย่างแก่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป
ลองฟังดูนะครับ ได้ฟังทั้งภาษาเขมรและภาษาอังกฤษแบบทูอินวันไปเลย
ความเห็น :
ตอนเด็กๆ น่าจะประมาณ ปี 30 ผมเคยได้ยินโครงการส้วม 100 เปอร์เซนต์ อยู่นะครับ จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า รัฐบาลไทยสมัยนั้นจัดอุปกรณ์ราคาถูกมาจำหน่ายให้ประชาชน โดยผู้ใหญ่บ้านและกำนันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ครั้นเวลาลงมือสร้างส้วมก็จะมีการระดมคนในชุมชนไปช่วยกัน เหมือนการลงแขกครับ
เข้าใจว่าบ้านเรานั้นเป็นการช่วยอุดหนุนโดยรัฐบาล ขณะที่โครงการข้างบนนั้นให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากกว่า (แต่ก็ได้ยังรับความช่วยเหลือในรูปของการอบรม และให้คำแนะนำอยู่)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)