5 ก.ย. 2554
Save the greate Lake 1/2
สารคดีเรื่องนี้เหมาะกับการฝึกฟังภาษาเขมรยาวๆ เนื่องจากผู้อัพโหลดแบ่งวิดิโอเป็นสามคลิป ผมจึงขอนำเสนอเป็นสองตอน ตอนแรกจะเป็นการสรุปคลิปที่หนึ่ง ส่วนตอนที่สองจะเป็นการสรุปคลิปที่สอง
ในตอนที่หนึ่งนั้น ช่วงแรกๆ จะีมีการกล่าวถึงความสำคัญของทะเลสาบเขมร แหล่งน้ำจึดขนาดใหญ่ใจกลางประเทศที่เป็นแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นมีส่วนเกื้อหนุนให้บรรพบุรุษเขมรสามารถตั้งอาณาจักรนครวัดขึ้นมาได้
ต่อมาจะกล่าวถึงความสำัคัญในปัจจุบัน ที่มีประชาชนอาศัยทะเลสาบแห่งนี้ทำมาหากินเลี้ยงชีพกว่า 1.2 ล้านคน และจับปลาได้ 200-300 ตันต่อปี และได้รับการขี้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1992
ระบบการไหลเวียนของน้ำในทะเลสาบที่มีน้ำไหลเข้าจากแม่น้ำโขงในฤดูน้ำหลาก และไหลกลับออกไปคืนในหน้าแล้ว การไหลเวียนเช่นนี้ทำให้ความสูงของระดับน้ำต่างกัน 8-9 เมตร ทำให้บริเวณพื้นน้ำเปลี่ยนไปเหมือนกับทะเลสาบมีขยายหดต่างกันหลายเท่า ประชาชนที่อยู่อาศัยก็ต้องปรับตัวตาม โดยอยู่ตามบ้านที่ลอยน้ำได้ แต่ระบบไหลเวียนเช่นนี้ก็ทำให้ดินริมทะเลสาบมีความอุดมสมบูรณ์มาก
ปัจจุึบันสภาพแวดล้อมถูกทำลายไปมากเนื่องจากการเพิ่มจำนวประชากร การบุกรุึกป่าริมน้ำเพื่อใช้พื้นที่ำทำเกษตร และการเติบโตของตัวเมืองเสียมเรียบที่อยู่ใกล้
นอกจากสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมแล้ว ปัญหาความhttp://www.blogger.com/img/blank.gifยากจนของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมทะเลสาบก็เป็นปัญหาที่สำคัญ พวกเขามีรายได้้ำน้ำและขาดสุขอนามัยที่ดี
เพิ่มเติม
- ชมสารคดีนี้ในภาคภาษาอังกฤษได้ที่นี่ครับ
- บทความนี้มีสองตอน คือ ตอนที่ 1/2 และตอนที่ 2/2
30 ส.ค. 2554
กรุงพนมเปญ 575 ปี
วิดิโอตอนแรก จะแสดงประวัติความเป็นมาของกรุงแห่งนี้ ที่เลที่ตั้ง เริ่มตั้งแต่ความคิดของยายเปญที่สร้างเนินดินสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป จนกระทั่งกษัตริย์เขมรเลือกชัยภูมิแห่งนี้เพื่อเป็นเมืองหลวง แต่ก็ยังนำชื่อของยายเปญมาใช้เป็นชื่อเมือง ผ่านไป 575 ปี กรุงนี้พบทั้งความรุ่งเรืองและความตกต่ำ ที่โดยเฉพาะช่วงเขมรแดง กรุงนี้กลายเป็นเมืองร้างเลยก็ว่าได้
ช่วงที่สองเป็นการพัฒนาหลังสมัยของพลพต สมเด็จฮุนเซ็นมาเล่าถึงการพื้นฟูนครแห่งนี้ เล่าว่าแม้แต่ตนเองไม่คิดว่ากรุงนี้จะมีการพัฒนาไปได้ไกลขนาดนี้ เพราะสภาพหลังสงครามแร้นแค้นและคิดเพียงแค่เอาชีวิตรอดไปเท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำให้เมืองนี้กลับมาเป็นเหมือนเดิมเท่านั้น แต่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นด้วย
คนทึ่อยู่ในกรุงพนมเปญทุกระดับชนชั้นต่างก็คาดหวังว่าพนมเปญจะพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรือง ก้าวหน้าต่อไป โดยมีการให้แนวทางในการพัฒนา 4 ประการคือ สันติภาพ ,สวัสดิภาพ ,ความสวยงาม และการพัฒนา
27 ส.ค. 2554
Sanitization : Everybody's Business
สารคดีนี้ำนำเสนอความสำเร็จของโครงการ Sanitization Market ซึ่งให้การสนับสนุนโดย USAID และธนาีคารโลก(World Bank)
แนวคิดของโครงการนี้คือ การสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชน ที่เดิมนั้นจะใช้การแจกสุขภัณฑ์ให้กับประชาชน ซึ่งไม่ค่อยได้ผลยั่งยืนนัก เพราะประชาชนยังขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ โครงการนี้เลยพยามจะทำให้ประชาชนได้"ซื้อ" อุปกรณ์เหล่านี้ด้วยตนเอง
เริ่มจากการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วม โดยเข้าไปร่วมกับผู้ประกอบการผลิตสุขภัณฑ์ในท้องถิ่น อบรมพัฒนาเกี่ยวกับการผลิตสุขภัณฑ์ที่มีราคาถูก สามารถจัดส่งได้ทันที และให้คำแนะนำเรื่องการตลาด ในขณะเดียวกันทางด้านประชาชนนั้น หน่วยงานต่างๆ ก็ได้พยามรณรงค์เกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้สุขภัณฑ์เหล่านี้
โครงการนี้เริ่มนำร่องในจังหวัดสวายเรียงและจังหวัดกันดาล ซึ่งได้ผลดี และจะเป็นตัวอย่างแก่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป
ลองฟังดูนะครับ ได้ฟังทั้งภาษาเขมรและภาษาอังกฤษแบบทูอินวันไปเลย
ความเห็น :
ตอนเด็กๆ น่าจะประมาณ ปี 30 ผมเคยได้ยินโครงการส้วม 100 เปอร์เซนต์ อยู่นะครับ จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า รัฐบาลไทยสมัยนั้นจัดอุปกรณ์ราคาถูกมาจำหน่ายให้ประชาชน โดยผู้ใหญ่บ้านและกำนันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ครั้นเวลาลงมือสร้างส้วมก็จะมีการระดมคนในชุมชนไปช่วยกัน เหมือนการลงแขกครับ
เข้าใจว่าบ้านเรานั้นเป็นการช่วยอุดหนุนโดยรัฐบาล ขณะที่โครงการข้างบนนั้นให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากกว่า (แต่ก็ได้ยังรับความช่วยเหลือในรูปของการอบรม และให้คำแนะนำอยู่)
16 เม.ย. 2554
เที่ยวสงกรานต์บ้านเขมรที่โอเสม็ด
เมื่อวันที่ 15-16 เมษายน 2553 ผมและคณะได้เดินทางไปเยี่ยมเพื่อนฝูงเขมรทางฝั่งกัมพูชา การไปเยือนในช่วงสงกรานต์ทำให้ได้เห็นประเพณีและวิถีชีวิตที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง
View Visit Osmach in a larger map
หมู่บ้านที่ผมเดินทางไปชื่อหมู่บ้านจำการ์เจก(สวนกล้วย) ตั้งอยู่ในตำบลโอเสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ฟังดูเหมือนไกลแต่หมู่บ้านนี้หากจากจุดผ่านแดนเข้าไปประมาณ 4 กม.เท่านั้น

การเดินทางและการข้ามแดน
คณะเราเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวถึงด่านชายแดนช่องจอม ก่อนจะเดินทางโดยใช้รถมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างไปที่บ้านพัก ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแต่ว่ก่อนหน้านี้นั้น การเดินทางแค่นี้เป็นเรื่องเสียค่าใช้จ่ายมาก หากเป็นช่วงก่อนจะยกเลิกวีซ่าระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อ 16 ธ.ค. 53 นั้น เราต้องทำวีซ่าซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,100 บาท/คน ในวันนี้ คณะ 6 คน(เป็นเด็กน้อย 2 คน) ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย

สำหรับขั้นตอนการเดินทางผ่านแดนนั้น ผมได้เขียนไว้โดยละเอียดแล้ว เมื่อตอนเดินทางไปเที่ยวที่เสียมเรียบ คร่าวๆ คือ เขียนใบ ตม.6 พร้อมยื่นหนังสือเดินทางให้ ตม.ของไทย ก่อนจะไปทำเช่นเดียวกันกับ ตม.ของกัมพูชา (เดิมจะต้องมีขั้นตอนการขอวีซ่าแทรกอยู่ก่อน) มีข้อสังเกตว่าในการประทับตราอนุญาตนั้น จะมีการประทับวันสุดท้ายที่อนุญาตให้เราอยู่ในกัมพูชาเพิ่มเข้าไปด้วย (เข้าวันที่ 15 เม.ย. อยู่ได้ถึง 28 เม.ย.)

การเตรียมเครื่องบวงสรวงเพื่อรับวันสงกรานต์
ทุกๆ บ้านจะเตรียมเครื่องบวงสรวงวางไว้หน้าบ้านเพื่อเป็นการต้อนรับเทพีสงกรานต์ เครื่องบวงสรวงดังกล่าวก็ประกอบด้วยข้าวปลาอาหาร ขนมหวาน ฯลฯ ดังภาพข้างล่าง

ประเพณีรำวงเนื่องในวันสงกรานต์
รำวงเป็นกิจกรรมที่นิยมของชาวเขมรจัดให้มีแทบจะทุกๆ งานรื่นเริง โดยสถานที่รำวงจะมีการตั้งโต๊ะที่มีแจกันและดอกไม้วางอยู่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรำเป็นวงรอบ เครื่องดนตรีที่ใช้คือ กลอง(หรือโทน?) และลูกแซก เป็นธรรมเนียมที่ผู้เข้าร่วมจะแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ก่อนรำฝ่ายชายต้องโค้งคำนับเชิญฝ่ายหญิง และรำเป็นวงโดยให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายรำนำหน้า เมื่อรำเสร็จทั้งคู่ก็จะทำความเคารพกันเป็นเป็นการขอบคุณ ฯลฯ ที่เขียนมาอย่างนี้ผมจำมาจากหนังสือเกี่ยวกับประเพณีรำวง ที่เขียนในปี 1969 นะครับ ตั้งแต่ย่อหน้าต่อไป เรามาดูว่ารำวงในปี 2011 เป็นอย่างไรบ้าง
ในหมู่บ้านจำการ์เจก จัดให้มีการรำวงในบริเวณตลาดห่างจากบ้านพักผมประมาณ 200 เมตรเท่านั้น จะ่ว่าไปเหมือนกับแบ่งการจัดเป็นสองช่วง ช่วงบ่ายๆ บรรดาผู้ใหญ่ก็พากันมารำวง นั่งกินเหล้าเฮฮากัน แต่ดูคล้ายกับธรรมเนียมดั้งเดิม

ส่วนรอบกลางคืนมีสำหรับวัยรุ่น เริ่มเมื่อประมาณสองทุ่ม บรรยากาศคล้ายกับงานสวนสนุกบ้านเรา มีตำรวจคอยตรวจอาวุธที่หน้างาน ในงานนอกจากรำวงแล้ว ก็มีการเล่าปาเป้า เล่นไพ่เพื่อชิงของรางวัล แม่ค้ามาขายของกินสารพัด

สถานที่จัดงานทำเป็นเสาที่มีการโยงธงทิวสวยงาม เครื่องดนตรีเปลี่ยนจากโทนมาเป็นดีเจเปิดแผ่น เพลงก็มีตั้งแต่กันตรึมประยุกต์ แร็พเขมร และเทคโนแดนซ์จากเกาหลี ซึ่งประเภทหลังนี่เรียกคนเข้ามาร่วมได้มากที่สุด ส่วนท่าทางในการรำเดี๋ยวนี้เขาหันมาแดนซ์กันเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นเพลงรำวงที่พอจะรำกันอยู่บ้าง
ผู้ที่เข้าร่วมงานเกือบทั้งหมดเป็นวัยรุ่น อายุเฉลี่ยไม่น่าจะเกิน 25 ปี ถ้าวัยขนาดผมเิดิมเข้าไปเขาคงจะมองแปลก เพราะควรจะมาตอนรอบบ่ายมากกว่า ดังนั้นก่อนจะเข้างานผมก็พาเด็กน้อยหลานเจ้าของบ้านไปด้วย ทำทีเป็นพาเด็กไปเที่ยวจะได้ไม่เขิน
การทำบุญเนื่องในวันสงกรานต์
ช่วงเช้าของวันที่สอง ผมและคณะไปถวายภัตตาหารเพลที่วัดพนมซรูจ(เขาแหลม) อยู่ลึกเข้าไปอีก 3 กม.เห็นจะได้ วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง อีกฟากหนึ่งเป็นหน้าผามองเห็นที่ราบของกัมพูชาได้ไกลทีเดียว วิวแบบนี้เห็นแล้วนึกถึง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

พิธีกรรมที่วัดก็คล้ายๆ บ้านเรา เพียงแต่ตอนพระฉัน มีการสวดมนต์ไปพร้อมๆ ด้วย คงกลัวญาติโยมจะเหงากระมัง (ที่บ้านเราช่วงนี้บางทีเจ้าภาพก็ให้เปิดเพลงไทยบรรลงไป หรือมีวงมโหรีก็จะมีการประโคมในช่วงนี้) ระหว่างทานข้าว มรรคทายกบอกว่า ปีนี้ได้เงินบริจาคประมาณ 2,000,000 เรียล (ประมาณ 20,000 บาท)


ในวัดก็พิธีก่อเจดีย์ทราย โดยทางวัดจะเตรียมทรายใส่ถุงเล็กๆ ไว้ให้พร้อมกับธูป เพื่อให้เรานำมาเทใส่เจดีย์ทรายที่ก่อไว้ในโรงพิธี ส่วนธูปนั้นก็ปักลงไปในเจดีย์ทรายนี้ด้วย

ในมุมหนึ่งขอวัดจะมีหมอดูมาทำนายให้ ค่ายกครูก็ถือว่าเป็นเงินเข้าวัดด้วย การทำนายมีหลายแบบอาจจะดูดวงจากวันเดือนปีเกิด หรือแบบที่ดูขลังหน่อยคือการทำนายจากคัมภีร์ โดยการยกคัมภีร์ใบลาน(จริงๆ ทำด้วยกระดาษอัดกรอบพลาสติก) เหนือศรีษะแล้วใช้ที่คั่นกระดาษเล็กๆ เสียบเข้าไป จากนั้นก็อ่านคำทำนายจากหน้าที่คั่นได้ หากมีเคราะห์หมอดูก็จะสะเดาะห์เคราะห์ให้ด้วย

อื่นๆ เกี่ยวกับสงกรานต์เขมร
บรรยากาศการเล่นสาดน้ำก็คล้ายๆ บ้านเรา วัยรุ่นรวมกันเล่นตามถนน ตั้งวงเหล้าพร้อมเปิดเครื่องเสียงกระหึ่ม ปิดถนนสาดน้ำประแป้งคนที่ผ่านไปมา การแต่งกายโดยทั่วไปสาวๆ เขมรจะนุ่งกางเกงขายาวแต่เริ่มมีขาสั้นให้เห็นบางแล้วโดยเฉพาะในงานรำวง
การเล่นน้ำแบบกรอกน้ำใส่ถุงใสแล้วปาใส่กันยังมีให้เห็นทั่วไป การทำแบบนี้นอกจากจะดูอันตรายแล้วยังทำให้ถนนกลาดเกลื่อนไปด้วยเศษถุงพลาสติกจากการเล่น
อื่นๆ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
หมู่บ้านจำการ์เจก เป็นหมู่บ้านที่รัฐบาลได้จัดสรรที่ทำกินให้กับชาวบ้าน ทุกคนจะได้ที่อยู่อาศัยประมาณ 200 ตารางวา ส่วนที่ที่ใช้ทำไร่นั้นจะอยู่ห่างออกไป ผังของหมู่บ้านจะมีถนนตัดกันเป็นตารางหมากรุกยากที่จะเดินหลง ถนนเป็นลูกรังที่ยังสภาพดีไม่ค่อยมีหลุมบ่อ ไฟฟ้าและน้ำประปานั้นมีใช้แล้วโดยเชื่อมต่อมาจากคาสิโน


ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการค้าและบริการบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เกือบทั้งหมดเป็นคนที่มาจากถิ่นอื่น รุ่นบุกเบิกนั้นจะมีอายุประมาณ 40-50 ปีที่กลายมาเป็นรุ่นพ่อแม่ มีลูกๆ ที่เป็นวัยรุ่นจำนวนมาก และจะไม่ค่อยเห็นคนแก่รุ่นตายายมากนัก
ส่งท้าย
นี่เป็นการเดินทางไปพักแบบโฮมสเตย์ที่ได้สัมผัสชีวิตแบบบ้านๆ ของชาวกัมพูชาจริงๆ นับเป็นการท่องเที่ยวที่สนุกสนานไปอีกแบบ นอกจากนี้ทำให้เห็นได้ว่า การยกเลิกวีซ่าทำให้การเดินทางข้ามแดนลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมากและเชื่อว่าจะทำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ มากมายในอนาคต
เิพิ่มเติม
- ชมภาพถ่ายทั้งหมดได้ที่นี่
- ชมแผนที่ปักหมุดได้ที่นี่
View Visit Osmach in a larger map
หมู่บ้านที่ผมเดินทางไปชื่อหมู่บ้านจำการ์เจก(สวนกล้วย) ตั้งอยู่ในตำบลโอเสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ฟังดูเหมือนไกลแต่หมู่บ้านนี้หากจากจุดผ่านแดนเข้าไปประมาณ 4 กม.เท่านั้น
การเดินทางและการข้ามแดน
คณะเราเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวถึงด่านชายแดนช่องจอม ก่อนจะเดินทางโดยใช้รถมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างไปที่บ้านพัก ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแต่ว่ก่อนหน้านี้นั้น การเดินทางแค่นี้เป็นเรื่องเสียค่าใช้จ่ายมาก หากเป็นช่วงก่อนจะยกเลิกวีซ่าระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อ 16 ธ.ค. 53 นั้น เราต้องทำวีซ่าซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,100 บาท/คน ในวันนี้ คณะ 6 คน(เป็นเด็กน้อย 2 คน) ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย
สำหรับขั้นตอนการเดินทางผ่านแดนนั้น ผมได้เขียนไว้โดยละเอียดแล้ว เมื่อตอนเดินทางไปเที่ยวที่เสียมเรียบ คร่าวๆ คือ เขียนใบ ตม.6 พร้อมยื่นหนังสือเดินทางให้ ตม.ของไทย ก่อนจะไปทำเช่นเดียวกันกับ ตม.ของกัมพูชา (เดิมจะต้องมีขั้นตอนการขอวีซ่าแทรกอยู่ก่อน) มีข้อสังเกตว่าในการประทับตราอนุญาตนั้น จะมีการประทับวันสุดท้ายที่อนุญาตให้เราอยู่ในกัมพูชาเพิ่มเข้าไปด้วย (เข้าวันที่ 15 เม.ย. อยู่ได้ถึง 28 เม.ย.)
การเตรียมเครื่องบวงสรวงเพื่อรับวันสงกรานต์
ทุกๆ บ้านจะเตรียมเครื่องบวงสรวงวางไว้หน้าบ้านเพื่อเป็นการต้อนรับเทพีสงกรานต์ เครื่องบวงสรวงดังกล่าวก็ประกอบด้วยข้าวปลาอาหาร ขนมหวาน ฯลฯ ดังภาพข้างล่าง
ประเพณีรำวงเนื่องในวันสงกรานต์
รำวงเป็นกิจกรรมที่นิยมของชาวเขมรจัดให้มีแทบจะทุกๆ งานรื่นเริง โดยสถานที่รำวงจะมีการตั้งโต๊ะที่มีแจกันและดอกไม้วางอยู่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรำเป็นวงรอบ เครื่องดนตรีที่ใช้คือ กลอง(หรือโทน?) และลูกแซก เป็นธรรมเนียมที่ผู้เข้าร่วมจะแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ก่อนรำฝ่ายชายต้องโค้งคำนับเชิญฝ่ายหญิง และรำเป็นวงโดยให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายรำนำหน้า เมื่อรำเสร็จทั้งคู่ก็จะทำความเคารพกันเป็นเป็นการขอบคุณ ฯลฯ ที่เขียนมาอย่างนี้ผมจำมาจากหนังสือเกี่ยวกับประเพณีรำวง ที่เขียนในปี 1969 นะครับ ตั้งแต่ย่อหน้าต่อไป เรามาดูว่ารำวงในปี 2011 เป็นอย่างไรบ้าง
ในหมู่บ้านจำการ์เจก จัดให้มีการรำวงในบริเวณตลาดห่างจากบ้านพักผมประมาณ 200 เมตรเท่านั้น จะ่ว่าไปเหมือนกับแบ่งการจัดเป็นสองช่วง ช่วงบ่ายๆ บรรดาผู้ใหญ่ก็พากันมารำวง นั่งกินเหล้าเฮฮากัน แต่ดูคล้ายกับธรรมเนียมดั้งเดิม
ส่วนรอบกลางคืนมีสำหรับวัยรุ่น เริ่มเมื่อประมาณสองทุ่ม บรรยากาศคล้ายกับงานสวนสนุกบ้านเรา มีตำรวจคอยตรวจอาวุธที่หน้างาน ในงานนอกจากรำวงแล้ว ก็มีการเล่าปาเป้า เล่นไพ่เพื่อชิงของรางวัล แม่ค้ามาขายของกินสารพัด
สถานที่จัดงานทำเป็นเสาที่มีการโยงธงทิวสวยงาม เครื่องดนตรีเปลี่ยนจากโทนมาเป็นดีเจเปิดแผ่น เพลงก็มีตั้งแต่กันตรึมประยุกต์ แร็พเขมร และเทคโนแดนซ์จากเกาหลี ซึ่งประเภทหลังนี่เรียกคนเข้ามาร่วมได้มากที่สุด ส่วนท่าทางในการรำเดี๋ยวนี้เขาหันมาแดนซ์กันเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นเพลงรำวงที่พอจะรำกันอยู่บ้าง
ผู้ที่เข้าร่วมงานเกือบทั้งหมดเป็นวัยรุ่น อายุเฉลี่ยไม่น่าจะเกิน 25 ปี ถ้าวัยขนาดผมเิดิมเข้าไปเขาคงจะมองแปลก เพราะควรจะมาตอนรอบบ่ายมากกว่า ดังนั้นก่อนจะเข้างานผมก็พาเด็กน้อยหลานเจ้าของบ้านไปด้วย ทำทีเป็นพาเด็กไปเที่ยวจะได้ไม่เขิน
การทำบุญเนื่องในวันสงกรานต์
ช่วงเช้าของวันที่สอง ผมและคณะไปถวายภัตตาหารเพลที่วัดพนมซรูจ(เขาแหลม) อยู่ลึกเข้าไปอีก 3 กม.เห็นจะได้ วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง อีกฟากหนึ่งเป็นหน้าผามองเห็นที่ราบของกัมพูชาได้ไกลทีเดียว วิวแบบนี้เห็นแล้วนึกถึง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
พิธีกรรมที่วัดก็คล้ายๆ บ้านเรา เพียงแต่ตอนพระฉัน มีการสวดมนต์ไปพร้อมๆ ด้วย คงกลัวญาติโยมจะเหงากระมัง (ที่บ้านเราช่วงนี้บางทีเจ้าภาพก็ให้เปิดเพลงไทยบรรลงไป หรือมีวงมโหรีก็จะมีการประโคมในช่วงนี้) ระหว่างทานข้าว มรรคทายกบอกว่า ปีนี้ได้เงินบริจาคประมาณ 2,000,000 เรียล (ประมาณ 20,000 บาท)
ในวัดก็พิธีก่อเจดีย์ทราย โดยทางวัดจะเตรียมทรายใส่ถุงเล็กๆ ไว้ให้พร้อมกับธูป เพื่อให้เรานำมาเทใส่เจดีย์ทรายที่ก่อไว้ในโรงพิธี ส่วนธูปนั้นก็ปักลงไปในเจดีย์ทรายนี้ด้วย
ในมุมหนึ่งขอวัดจะมีหมอดูมาทำนายให้ ค่ายกครูก็ถือว่าเป็นเงินเข้าวัดด้วย การทำนายมีหลายแบบอาจจะดูดวงจากวันเดือนปีเกิด หรือแบบที่ดูขลังหน่อยคือการทำนายจากคัมภีร์ โดยการยกคัมภีร์ใบลาน(จริงๆ ทำด้วยกระดาษอัดกรอบพลาสติก) เหนือศรีษะแล้วใช้ที่คั่นกระดาษเล็กๆ เสียบเข้าไป จากนั้นก็อ่านคำทำนายจากหน้าที่คั่นได้ หากมีเคราะห์หมอดูก็จะสะเดาะห์เคราะห์ให้ด้วย
อื่นๆ เกี่ยวกับสงกรานต์เขมร
บรรยากาศการเล่นสาดน้ำก็คล้ายๆ บ้านเรา วัยรุ่นรวมกันเล่นตามถนน ตั้งวงเหล้าพร้อมเปิดเครื่องเสียงกระหึ่ม ปิดถนนสาดน้ำประแป้งคนที่ผ่านไปมา การแต่งกายโดยทั่วไปสาวๆ เขมรจะนุ่งกางเกงขายาวแต่เริ่มมีขาสั้นให้เห็นบางแล้วโดยเฉพาะในงานรำวง
การเล่นน้ำแบบกรอกน้ำใส่ถุงใสแล้วปาใส่กันยังมีให้เห็นทั่วไป การทำแบบนี้นอกจากจะดูอันตรายแล้วยังทำให้ถนนกลาดเกลื่อนไปด้วยเศษถุงพลาสติกจากการเล่น
อื่นๆ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
หมู่บ้านจำการ์เจก เป็นหมู่บ้านที่รัฐบาลได้จัดสรรที่ทำกินให้กับชาวบ้าน ทุกคนจะได้ที่อยู่อาศัยประมาณ 200 ตารางวา ส่วนที่ที่ใช้ทำไร่นั้นจะอยู่ห่างออกไป ผังของหมู่บ้านจะมีถนนตัดกันเป็นตารางหมากรุกยากที่จะเดินหลง ถนนเป็นลูกรังที่ยังสภาพดีไม่ค่อยมีหลุมบ่อ ไฟฟ้าและน้ำประปานั้นมีใช้แล้วโดยเชื่อมต่อมาจากคาสิโน
ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการค้าและบริการบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เกือบทั้งหมดเป็นคนที่มาจากถิ่นอื่น รุ่นบุกเบิกนั้นจะมีอายุประมาณ 40-50 ปีที่กลายมาเป็นรุ่นพ่อแม่ มีลูกๆ ที่เป็นวัยรุ่นจำนวนมาก และจะไม่ค่อยเห็นคนแก่รุ่นตายายมากนัก
ส่งท้าย
นี่เป็นการเดินทางไปพักแบบโฮมสเตย์ที่ได้สัมผัสชีวิตแบบบ้านๆ ของชาวกัมพูชาจริงๆ นับเป็นการท่องเที่ยวที่สนุกสนานไปอีกแบบ นอกจากนี้ทำให้เห็นได้ว่า การยกเลิกวีซ่าทำให้การเดินทางข้ามแดนลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมากและเชื่อว่าจะทำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ มากมายในอนาคต
เิพิ่มเติม
- ชมภาพถ่ายทั้งหมดได้ที่นี่
- ชมแผนที่ปักหมุดได้ที่นี่
3 เม.ย. 2554
โครงการการอบรมเขียน อ่านภาษาเขมรภาคฤดูร้อน 2554 (1 เม.ย. -11 พ.ค.
ตอนนี้งานผมเยอะมาก ทำให้เพิ่งทราบว่า สมาคมภาษาและัวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ได้ดำเนิน โครงการการอบรมเขียน อ่านภาษาเขมรภาคฤดูร้อน 2554 (1 เม.ย. -11 พ.ค.) ณ วัดบ้านคาบเหนือ ต.เทนมีย์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ใครที่อยู่แถวๆ นั้น หากว่าง(หรือลูกหลานมีเวลาว่าง) ก็เชิญไปร่วมเรียนกันได้นะครับ


เพิ่มเติม
- ดูรูปอื่นๆ เพิ่มเติมไ้ด้ที่นี่
เพิ่มเติม
- ดูรูปอื่นๆ เพิ่มเติมไ้ด้ที่นี่
20 มี.ค. 2554
พนักงานขับรถผู้หญิงคนแรกของ UNDP กรุงพนมเปญ
ความเท่าเทียมกับระหว่างเพศชายและหญิงในสังคมเขมรค่อยปรากฎให้เห็นชัดที่ละเล็กละน้อย ดังเช่น กรณีที่นางสาวเพ็ง สุเทียนี อายุ 22 ปี ได้เข้ามารับตำแหน่งพนักงานขับรถของ UNDP ประจำกรุงพนมเปญ
แม้เธอไม่มีประการณ์มากนัก มีเพียงใบขับขี่ใบเดียว เธอก็กล้าที่จะเข้ารับการทดสอบที่มีผู้เข้าร่วม 58 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 54 คน แม้ในการเริ่มงานจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง เช่น เธอมีประสบการณ์ไม่มาก ยังไม่ชำนาญเส้นทางในกรุงพนมเปญมากนัก และภาษาที่ต้องสื่อสารกับผู้โดยสารชาวต่างประเทศ ก็ตาม แต่เธอก็ไม่กลัว
สุดท้ายเธอฝากไปยังผู้หญิงทุกคนว่า การงานที่ผู้ชายที่ทำได้ ผู้หญิงก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน
18 มี.ค. 2554
ชาวกัมพูชาได้จัดพิธีบังสกุลอุทิศส่วนกุศลให้ชาวญี่ปุ่นผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิ
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 ที่มาผ่าน ชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งได้ทำพิธีบังสกุลอุทิศส่วนกุศลให้แก่ชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตเนื่องจากพิบัติภัยแผ่นดินไหวและสึนามิ ณ วันสัมปึวเมี๊ยะ(สำเภาทอง) มีการรวบรวมเงินได้ประมาณ 3,100,000 เรียล เพื่อส่งไปช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นต่อไป โดยเจ้าหน้าที่สถานฑูตญี่ปุ่น นายทัตสึยา มาชิดะ ได้แสดงความขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีการจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลอีกแห่ง ณ วัดแสวงบุปเป อีกด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)